มองพม่า2553
เรื่องเล่าที่เอามาฝากจาก ดร.ทินโน ขวัญดี
มองพม่า 2553
เรื่องเล่าที่เอามาฝาก
เรื่องเล่าที่เอามาฝาก
Dr.Tinno scanning MYANMAR 2010
ดร.ทินโน ขวัญดี
ผมรู้จักพม่า รู้จักเป็นอย่างดี ในความรู้สึกจากความเป็นคนไทย อย่างน้อยที่สุดเราเรียนหนังสือ เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประเทศข้างเคียงทางฝั่งตะวันตกที่รบกันไป รบกันมาระหว่างสยามกับพม่า เรารู้จักพม่าในลักษณะคนที่ใส่โสล่ง โพกหัวด้วยผ้าสีสด มัดปมไว้ด้านข้าง ลอยชายปมไว้พองาม
พอเริ่มโตแตกเนื้อหนุ่มเราสนใจเพศตรงข้าม เรามักได้ยินได้ฟังการชื่นชมผู้หญิงที่สวยๆว่า สวยดั่งสาวพม่า “ ผิวพม่า ในตาแขก ” เราก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่า ผิวพม่านั้นเป็นเช่นไร แต่พอจะจินตนาการได้ว่าน่าจะสีผิวเหมือนคนทางเหนือ ที่ผิวขาว ผ่องใส เนียน น่าทะนุถนอม อะไรประมาณนั้น ส่วนในตาแขกเราทำนายได้ว่า คงจะกลมโต คมเข้ม มีเสน่ห์ดึงดูดใจ กระชากความรู้สึกของคนหนุ่มให้รู้สึกถวินหา ยามประสบพบหน้าประสานตา
เรารู้จักพม่าอีกครั้งเมื่อเวลาที่ผ่านมาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราทราบข่าวจากคนแถวบ้านว่าพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยแถวๆระนอง ชุมพร และพังงากันมากขึ้น สำหรับผู้ชายเข้ามาทำงานประมงเป็นลูกเรือ ส่วนผู้หญิงก็มาทำงานแกะปู แกะกุ้ง บางส่วนก็เข้าไปรับจ้างกรีดยาง อยู่กันเป็นครอบครัว
ขณะเดียวกันเราทราบข่าวจากทางหนังสือพิมพ์ ทีวี และวิทยุ เสมอมาว่าประเทศพม่ามีเหตุการณ์รุนแรง ยิงกัน ฆ่ากันตลอดเวลา แบ่งพรรค แบ่งพวก แย่งชิงผลประโยชน์กันอย่างหนัก นี่พวกนั้น โน่นกลุ่มนั้น ภาพข่าวที่ออกมาแต่ละคนถือปืนถืออาวุธอย่างครบครันพร้อมที่จะเข้าฆ่าฟันกันทันที
ภาพพม่าเริ่มชัดขึ้นในความคิดของเรา เมื่อกลุ่มก็อดอามี่ (God Army)เข้ายึดโรงพยาบาลราชบุรี ประชาธิปไตยจงเจริญ พวกข้าต้องการประชาธิปไตย พวกข้าต้องการความเสมอภาค ภราดรภาพ และความยุติธรรม
ตอกย้ำความรู้สึกอีกครั้งเมื่อขบวนการประชาธิปไตยในพม่านำโดยพระภิกษุ สงฆ์เดินขบวนนำหน้าเหล่าประชาชน เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และทนไม่ได้กับสภาพเศรษฐกิจที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นปกครอง
ภาพพายุนากีสถล่มต้นไม้ บ้านเรือนพินาศยับเยิน ประชาชนยากไร้แสนเข็น รัฐบาลอยู่ตรงไหน ทหารกำลังทำอะไร ข้าราชการเข้ามาช่วยเหลือดูแล เยียวยาประชาชนอย่างไร เราไม่เห็นในภาพข่าวเราเห็นแต่เพียงความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน เห็นปู่จูงมือหลานด้วยความทุรักทุเล เห็นแม่นั่งหน้าเศร้าน้ำตานองมองดูลูกที่หิวโซ มองเห็น
คนที่เป็นพ่อที่อออกอาการกลุ้มใจอย่างเห็นได้ชัดสายตาที่พร่ามัว ไร้อนาคตเหม่อลอยอย่างสิ้นเชิง
นางออง ซาน ซูจี โดนจับ หลังการเลือกตั้งแล้วชนะการเลือกตั้ง ผู้ชนะต้องกลับสูญเสียอิสรภาพ ผู้ปกครองยังคงเป็นทหารอีกต่อไป วันดีคืนดีใกล้หมดวันที่ควบคุมตัวก็หาเรื่องให้ฝรั่งบ้าๆคนหนึ่งว่ายน้ำข้ามคลองไปหา แล้วก็ใส่ข้อหาหนักหน่วงเพิ่มโทษอีกกหน่อย ซื้อเวลาให้การเลือกตั้งเสร็จสิ้น แล้วก็ปล่อยตัว (หากพรรคที่รัฐบาลสนับสนุนแพ้ ก็ไม่แน่ว่าจะโดนข้อหาอะไรอีก) ดูแล้วก็คุ้นๆอยู่เหมือนกันกับประเทศข้างเคียงในการกระทำเช่นนี้
ชัดแล้ว ชัดยิ่งกว่าชัด หนังสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ออกฉาย ตามด้วยสมเด็จพระศรีสุริโยทัย คราวนี้ชัดแจ้งแดงแจ๋เลย สำหรับพม่าในความรู้สึก และการรู้จักพม่าในมุมมองของคนไทยอย่างผม
ความคิดต่อพม่าในมุมมองของผมถูกหล่อหลอมด้วยประวัติศาสตร์ ถูกหล่อหลอมด้วยสื่อสารพัดชนิด พม่าในความรู้สึกของผมมันน่าสนใจเสียแล้ว ผมสนใจพม่าจากความอยากรู้ อยากเห็น อยากพิสูจน์ มันเป็นเช่นนั้นหรือ มันเป็นได้ขนาดนั้นหรือ ทำไมมันต้องเป็นเช่นนั้น มันเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร และเพื่อใคร
คำถามเกิดขึ้นอย่างมากมาย คำถามที่ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วจะตอบได้ไหม คำถามที่ต้องการคำตอบที่มาบอกกล่าวกับคนอื่นๆได้เที่ยงตรง แน่แท้ขนาดไหน เราทำได้หากว่าเราค้นคว้าจากตำราเรียน เอกสาร หรือสื่อคอมพิวเตอร์ ทั่วไป แล้วคำตอบนั้นเป็นเช่นไร โม้ไปวันๆแบบไร้ความรับผิดชอบ ให้มันสนุกสนานหรือ
ผมต้องไป ผมต้องรู้จักพม่า ผมบอกเพื่อนสนิท ผมต้องรู้ให้ได้ว่าพม่าเป็นเช่นไร มันเป็นไปตามสมมติฐานหรือ ความรู้สึกที่มีหรือไม่ หรือพม่าเป็นอย่างที่เราไม่รู้ เราไม่เห็น และเราไม่เข้าใจ
คุณไปพม่าขอฝากหน่อยได้ไหม เพื่อนสนิทคนดังกล่าวเอ่ยปากขอฝากหน่อย จะฝากอะไรหรือ ผมถามด้วยความสงสัยนึกว่าเขามีเพื่อนเป็นชาวพม่า ไม่มีเพื่อนเป็นพม่าหรอกเขาพูดต่อ แต่ที่ฝากช่วยจัดการแก้แค้นให้หน่อย ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนพม่าเจ็บปวด โทษฐานที่พม่าเผากรุงศรีอยุธยา
ผมขอฝากด้วยเพื่อนอีกคนพูดแทรก จัดการมันทั้งหมดเลย ไอ้พวกชนกลุ่มน้อยในพม่าด้วย ที่มันรวมตัว สุมหัว กับพม่ามาเผากรุงศรีฯ ผมคิดในใจ ไอ้นี่มันหนักกว่าไอ้นั่นอีก มันเหมารวมทั้งเข่งเลย อาการมันยังกะเจ็บแค้นเสียเหลือเกิน ยังกับว่าเหตุการณ์เผากรุงศรีฯเพิ่งผ่านมาหยกๆ
เช้าวันที่ 25พฤศจิกายน 2553 เวลา 07.00 น.เครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ เป้าหมายคือสนามบินย่างกุ้ง (Yangon) ผมคิดตลอดเวลาพม่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็คิดพม่ามันเป็นเช่นไร คนพม่าเป็นอย่างที่เราเห็นแถวสมุทรสาคร แถวระนอง และพังงาไหม จินตนาการไปเรื่อยเปื่อยตลอดเส้นทางการบินประมาณหนึ่งชั่วโมง
สวัสดีย่างกุ้ง สวัสดีพม่า อากาสยามเช้าแสนสดใส เย็นสบาย สนามบินสร้างใหม่น่าจะใช้คำว่าเสร็จหมาดๆก็คงน่าจะได้ ดูสะอาดเรียบร้อยพอประมาณ เทคโนโลยีในการก่อสร้างและวัสดุที่ใช้ก็เป็นอย่างที่เห็นในบ้านเมืองอื่นๆ สนามบินไม่ได้ใหญ่โตอะไร ขนาดกลางๆ พอเหมาะพอเจาะกับประเทศและคนเดินทาง หากเปรียบเทียบกันกับสนามบินสุวรรณภูมินั้นคงห่างไกล คงยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกมาก หากเปรียบเทียบกับสนามบินดอนเมืองก็ยังคงเทียบกันไม่ได้ หากให้ประมาณการผมก็คงคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกับสนามบินสุราษฎร์ธานี แต่ระบบในการตรวจคนเข้าเมืองก็ยังสู้ไทยไม่ได้ แล้วหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซี่ยน ก็ดีกว่าสนามบินเวียงจันทร์สนามบินหลวงพระบาง สนามบินเสียมราช สนามบินพนมเปญ แต่ด้อยกว่าสนามบิน ฮานอย สนามบินจากาต้า และสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ยังต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณอีกมากโขเพื่อให้ทัดเทียมกับสนามบินสุวรรณภูมิ
คัมเฮีย คัมเฮีย ด้วยเสียงดุๆ จากเจ้าหน้าตรวจคนเข้าเมืองที่ผู้หญิงหน้าตาคมเข้ม
จะเหมือนคนไทยแถวปักษ์ใต้ก็ไม่ใช่ จะเหมือนแขกก็ไม่เชิง ส่งเสียงเรียกแบบไร้อารมณ์ ไม่ยินดียินร้ายกับนักท่องเที่ยว และผู้เดินทาง ทำงานเหมือนข้าราชการไทยสมัยโบราณที่ทำตามหน้าที่มิใส่ใจในระบบการบริการยุคใหม่ ทำเอาผมสะดุ้งอยู่เหมือนกันเพราะกำลังเพลิดเพลินกับการดูโน่นดูนี่ตามประสาคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ประกอบกับคำถามที่คาค้างอยู่ในหัวใจ
หันซ้าย แลขวาคนพม่าผู้ชายยังใส่โสล่ง และผู้หญิงยังใส่ผ้าถุง และเสื้อลายดอกอยู่ทั่วไป น้อยนักที่จะเห็นเขาใส่เสื้อผ้าแบบคนไทย และน้อยนัก(ไม่น่าจะมี)ที่จะเห็นวัยรุ่นใส่วับๆ แว็มๆ เหมือนวัยรุ่นที่กรุงเทพฯ คนพม่าไม่ว่าชาย หรือ หญิงยังกินหมากปากแดงกันอยู่เลย ผมจำได้ว่าผมเห็นคุณยายแถวบ้านเคี้ยวหมากอย่างนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น
จินตนาการ ผิวพม่า นัยน์ตาแขก สาวคนไหน อยากจะชมให้สมการร่ำลือ ดูแล้ว ดูเล่ายังไม่เห็น ไม่เจอเลย หรือเขาพูดกันไปอย่างนั้น นั่นเอง จริงๆแล้วคงจะไม่มีหรอกนะ เราคิดอยู่ในใจเรื่อยเปื่อย
เดินออกมาเรื่อยๆ จนถึงทางออกของสนามบิน เราเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากโขอยู่ คาดคะเนว่า ร้อยละเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เป็นคนไทย จะมีฝรั่งบ้างประปรายเล็กน้อย ทำไมคนไทยจึงมาพม่าเยอะจัง ในขณะที่เราคิดเอาว่าคนไทยลึกๆแล้วก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพม่าเท่าใดนัก ซึ่งความรู้สึกที่คนไทยมีต่อคนลาวน่าจะใกล้ชิดกว่ากันมากนัก ได้ยินได้ฟังเรื่อยมาว่าทหารปะทะกันบ่อยครั้งเหมือนกัน แล้วเขามาทำอะไรกัน เขามาทำไม
พี่ครับ พี่ครับ มาพม่าทำอะไรหรือครับ ทำไมคนไทยมาพม่าเยอะจัง ผมหันไปถามคนไทยท่านหนึ่งที่ดูภูมิฐาน พอสมควร อ๋อ มาไหว้พระกันครับ นี่ก็มากันหลายสิบคนในคณะทัวร์เดียวกัน และส่วนใหญ่ที่เห็นนั้นนะก็มาไหว้พระทั้งนั้นละครับ พระที่พม่านี่นะศักดิ์สิทธิ์ครับ ครับ ครับพี่ ขอบคุณครับ ผมขอบคุณเขาที่ได้ให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนด้วยแววตาเปี่ยมสุขที่จะได้มาไหว้พระที่พม่า
สิ่งที่คิด ที่สัมผัส และได้พบเห็น ยิ่งเพิ่มความอยากรู้ อยากเห็นให้ผมอย่างเพิ่มทวีคูณ ผมเก็บรายละเอียด เท่าที่ประจักษ์เพื่อบอกกล่าวเล่าเรื่องให้ฟังได้พอประมาณดังนี้ครับ และเพื่อเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล เนื้อหา และจิตวิญญาณพม่าผมจะกลับไปหามันมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง
ชื่อประเทศ สหภาพเมียนม่าร์ (Union of Myanmar) เดิมชื่อเบอร์ม่า(Burma) ตามที่ฝรั่งตั้งให้ พม่าไม่ยอมรับ กลับมาใช้ชื่อที่เป็นเสียงเรียกของตัวเอง แฉกเช่นตัวอย่างกรุงเทพ ที่ฝรั่งเรียกแบ็งค็อก แต่คนไทยเรียกบางกอก แล้วคนไทยสมองกลวงทั้งหลายก็พยายามออกเสียงให้เหมือนฝรั่งเพื่อจะได้ดูดี ดูสูงอะไรเทือกนั้น สำหรับคนไทยแล้วเรียกเขาว่าพม่า ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมไม่เรียกเมียนม่าร์ ทุกคนติดปากกับคำว่าพม่า ต้องถามผู้รู้เพิ่มเติมอีกครับ
พื้นที่ พม่ามีพื้นที่ประมาณ 657,740 ตารางกิโลเมตร (ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 540,000 ตารางกิโลเมตร) เขามีพื้นที่มากกว่าไทยแสนกว่าตารางกิโลเมตรครับ มีชายฝั่งทะเลยาว 1,930 กิโลเมตร
ภูมิศาสตร์ พม่าตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทิศเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือติดกับประเทศจีน
ทิศตะวันออกติดประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศใต้ ติดราชอาณาจักรไทย
ทิศใต้ติดทะเลอันดามัน และอ่าวเบงกอล
ทิศตะวันตกติดสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดสาธารณรัฐอินเดีย
ภูมิประเทศ ด้านตะวันตกเฉียงใต้เป็นชายฝั่งทะเลและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ
ตอนกลางของประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวะดี และแม่น้ำสาละวิน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูง ภาคเหนือเป็นเขตภูเขาสูงที่ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัย
ภูมิอากาศ ส่วนใหญ่เป็นแบบมรสุม ยกเว้นทางทิศเหนือมีภูมิอากาศแบบหิมาลัย
การปกครอง ปกครองโดยรัฐบาลทหาร ผ่านสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ มีประธานเป็นประมุขของประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล (เพิ่งผ่านการเลือกตั้งใหม่ไม่ทราบว่าผลเป็นเช่นไร มีการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ ยังไม่ทราบ) การบริหารประเทศ แบ่งเขตปกครองออกเป็น 7 มณพล (Division เป็นเขตที่มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า) และ 7 รัฐ(State เป็นเขตที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชนชาติอื่นที่ไม่ใช่ชนชาติพม่า)
7 มณฑล ได้แก่ ยางโกง (ย่างกุ้ง) เอยาร์วะดี (อิระวดี) บะโก (หงสาวดี)
มะเกวย์ มัณฑะเลย์ สะแกง ตะนินทาร์ญี(ตะนาวศรี)
7รัฐ ได้แก่ ฉิ่น คะฉิ่น คะยิ่น คะยาห์(กะเหรี่ยง) มอญ รัคขิ่น(ยะไข่)
ฉาน(ไทยใหญ่)
เมืองหลวง พม่าได้ย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้ง ไปที่เมืองเนปิดอว์(Naypyidaw) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.2005 ห่างจากย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร
ประชากร ประมาณ 55 ล้านคน (ค.ศ.2007)ประกอบด้วยชนชาติต่างๆ
135 ชนชาติ ชนชาติที่สำคัญได้แก่
พม่า 68 เปอร์เซ็นต์
ฉาน(ไทยใหญ่) 9 เปอร์เซ็นต์
กะเหรี่ยง 7 เปอร์เซ็นต์
ยะไข่ 4 เปอร์เซ็นต์
จีน 3 เปอร์เซ็นต์
มอญ 2 เปอร์เซ็นต์
อินเดีย 2 เปอร์เซ็นต์
อื่นๆ 5 เปอร์เซ็นต์
ภาษา ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ และภาษาประจำชาติ แต่ชนชาติอื่นๆ ต่างมีภาษาของตนเอง ส่วนภาษาอังกฤษใช้กันทั่วไปตามเมืองใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่ปัจจุบัน ไม่รู้ภาษาอังกฤษ
ศาสนา
พุทธศาสนาฝ่ายหินยาน 90 เปอร์เซ็นต์
ศาสนาคริสต์ 4 เปอร์เซ็นต์
ศาสนาอิสลาม 3 เปอร์เซ็นต์
ศาสนาฮินดู 0.7 เปอร์เซ็นต์
ศาสนาอื่นๆ 2.3 เปอร์เซ็นต์
เวลา ช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที
ระบบไฟฟ้า 230 volts 50 Hz.
ระบบเงิน จั๊ต (KYAT) อักษรย่อ MMK สามารถแลกได้ในตลาด 1000 จั๊ตเท่ากับ 40 บาท และไม่มีเหรียญใช้ เงินที่ต่ำกว่า 1000 จั๊ต เสื่อมสภาพมาก
จากสิ่งที่พบเห็นผมมีความเห็นดังนี้
1.ด้านการเมืองและการปกครอง
ในพม่าประชาชนยังมีความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในการอยู่ทั้งในเมืองและเขตห่างไกล พม่ายังใช้การปกครองแบบทหาร ใช้กลไกความมั่นคงปกครอง ชนชั้นปกครองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน แบ่งอำนาจกันในกลุ่ม บางครั้งขัดแย้ง บางครั้งประสานผลประโยชน์ ความมีส่วนร่วม ความเสมอภาค และภราดรภาพ คงยังห่างไกล
ประกอบกับยังมีชนกลุ่มน้อยอีกอย่างน้อยเจ็ดกลุ่มที่มีทั้งอำนาจเงิน อำนาจคน กำลังทหาร ที่มีความเข้มแข็งไม่น้อย มีปฏิกิริยาชัดเจนในการเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลกลาง ทำให้การปกครองจึงต้องใช้ระบบเผด็จการทหาร มิเช่นนั้นอาจจะกลายเป็นประเทศรัสเซียก็ได้ การได้มาซึ่งประชาธิปไตย แต่ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ มันคุ้มกันหรือไม่ ? ผมคิดว่ารัฐบาลพม่ายังต้องใช้เวลาและความสามารถอีกมาก จึงจะหล่อหลอมรวม 135 ชนชาติให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ หากไม่สามารถทำได้ พม่าจะต้องแตกออกเป็นอย่างน้อย 7 ถึง 10 ประเทศ ในเวลาอันใกล้นี้ หรือหากต้องการให้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ต่อไป รัฐบาลพม่าอาจต้องใช้ความรุนแรงมากขึ้นเพราะชนกลุ่มน้อยก็พัฒนาตน พัฒนาอาวุธ พัฒนาวิธีการ และกลุ่มพันธมิตร เหมือนกัน
2.ด้านการเป็นประชาคมและชนชาติ
135 ชนชาติ ที่ต่างกันด้วยภาษา วัฒนธรรมและความเชื่อ อาจจะบางส่วนมีส่วนคล้าย แต่เนื้อแท้แล้วยังมีประวัติศาสตร์ที่ต้องชำระกันฝังแน่นอยู่ในจิตใจ การปกครองที่มีการฆ่ากัน ทำร้าย ทารุณกัน เป็นเรื่องที่ยากจะลบเลือนไปจากความทรงจำทางเลือกน่าจะมีไม่กี่หนทาง เช่น(แล้วแต่จะเลือก)
-รบกันต่อไปแบบโบราณ เอาชนะให้ได้ กดให้อยู่
-ประสานไมตรี สันติวิธี อยู่ร่วมกัน
-แบ่งปัน แล้วปกครอง แบ่งผลประโยชน์ แบ่งอำนาจ
กองกำลังติดอาวุธ (พรรค / กลุ่ม )ที่เป็นกองกำลังหลักๆในพม่ามีดังนี้
1.(DKBA) กองกำลังกะเหลี่ยงพุทธ
2.(KNO) องค์การแห่งชาติกะฉิ่น
3.(KIA) กองทัพเพื่ออิสระภาพกะฉิ่น
4.(KNPT) พรรคก้าวหน้าแห่งชนชาติกะเรนนี
5.(MNSP) พรรครัฐมอญใหม่
6.(KNU) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง
7.(SSAN) กองกำลังกะเหรี่ยงผู้นับถือศาสนาคริสต์
8. อื่นๆ เช่น (KNO+KIA+KNU) ในฐานะกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF)
3.ด้านเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของพม่าเป็นเศรษฐกิจเหมือนประเทศไทยสมัยโบราณที่ขายทรัพยากรธรรมชาติ ขายแรงงาน วัตถุดิบ พืชผลการเกษตร ยางพารา และปาล์มน้ำมัน
เป็นรายได้หลัก อาธิ เช่น ไม้ แร่ แก๊สธรรมชาติ หยก หินสี พลอย ข้าว ข้าวโพด ยังขาดการใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาสมัยใหม่มาดำเนินการ จัดการให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เกิดการสูญเสียและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ถ้ามองให้เห็นภาพของพม่าทางเศรษฐกิจแล้วให้มองย้อนหลังประเทศไทยไปอีกสี่สิบปีโดยประมาณ จากข้อคิดดังนี้
1.รายได้มาจากวัตถุดิบที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ (แร่ ไม้ ประมง)
2.การเกษตรและพืชผลทางการเกษตรเป็นรายได้ของประชากรและของ
รัฐ (ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน)
3.การขยายเขตเมืองและชนบท ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง เขตชนบทเป็นเขตยากจน พลเมืองก็อพยพเข้ามาในเขตเมือง ทำให้เขตเมืองขยายตัว จนรัฐบาลย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองเนบิดอร์ ซึ่งมีระยะทางห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ350กิโลเมตร ในเขตเมืองเรายังเห็นชาวพม่าแต่งกายแบบดั้งเดิม และมีบ้างที่มีการแต่งกายแบบสากล แต่ยังมีจำนวนน้อยอยู่ สภาพรถราในเมืองย่างกุ้ง เป็นรถยนต์เก่า น่าจะล้าหลังประเทศไทยอยู่ร่วม10 ปี รถยนต์ตะวันตก ยุโรป อเมริกา น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์จากเกาหลี และจีน
4.การจราจร ขนส่ง ถนนหนทาง ยังล้าหลัง ไม่ปลอดภัย แต่มีโครงการ
รถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) จีนสร้างให้ฟรี จากจีนตอนใต้ (ยูนาน)เข้าสูกรุงย่างกุ้ง คาดการว่าน่าจะเสร็จภายในห้าปีข้างหน้า ก็คงจะพร้อมๆกับ เส้นทางรถไฟความเร็วสูงอีกขบวนหนึ่งที่จีนสร้างให้ฟรี จากยูนาน เข้ากรุงเวียงจันทน์เช่นกัน
5.สาธารณูปโภคขาดแคลน และมีข้อจำกัด (ไฟฟ้าดับทุกวัน และบ่อยครั้ง ในเขตชนบท ขาดแคลน)
6.ด้านพลังงาน น้ำมันยังต้องเข้าคิว เพื่อซื้อ มีโควตาให้อย่างจำกัด
แม้ว่าพม่ามีแหล่งทรัพยากรที่เป็นจำพวกปิโตรเลี่ยม และแก๊สธรรมชาติ(NGV) อย่างมากมาย แต่การบริหารจัดการทรัพยากรยังอยู่ในวงจำกัด กลุ่มทุนภายในประเทศ และทุนต่างชาติที่เข้าไปทำสัญญาและข้อตกลงกับรัฐบาลทหารที่ผ่านมา
ส่วนศักยภาพพลังงานจากน้ำ พม่ามีศักยภาพที่ดีมาก จากหลักภูมิศาสตร์ที่ภาคเหนือของพม่าเป็นภูมิประเทศแบบภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยทั่วไป ประกอบกับเป็นต้นน้ำของสายน้ำหลักๆในพม่า ปริมาณน้ำจึงมีจำนวนมหาศาล หากสร้างเขื่อนและนำประโยชน์มาใช้อย่างครบวงจร จะทำให้พม่าสามารถพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี คือมีไฟฟ้าใช้ มีน้ำใช้ การชลประทานที่ดี การเกษตร จะพัฒนาไปได้มากเมื่อมีน้ำ ประกอบกับสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม ด้วยสภาพเขื่อนที่สวยงาม อากาศเย็นแบบทางเหนือ และรองรับนักท่องเที่ยวได้ทั้งจากจีน และอินเดีย ที่สามารถเข้ามาได้ไม่ไกลนัก
7.การสื่อสารยังไม่ทั่วถึง ยังมีเฉพาะในเขตเมือง แต่อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลที่เข้มงวด
8.ด้านระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีการค้าและการลงทุนกับพม่ามากเป็นลำดับต้นๆ หากนับรวมกับการค้าชายแดนแล้วคาดว่าน่าจะเป็นอันดับหนึ่ง แต่ประเทศต่างๆก็มองพม่าอย่างสนใจ เช่น จีน อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อเมริกา และรวมถึงเจ้าอาณานิคมเก่า อังกฤษ ต่างมีความพยายามเข้ามามีบทบาทบนฐานทางเศรษฐกิจ ที่มองพม่าเหมือนหญิงสาวที่สวยงาม แรกแย้มดรุณี ซึ่งผมไม่อยากเห็นภาพของพม่าที่ถูกทึ้ง เหมือนหญิงสาวที่ถูกชำเราดังเช่นหลายประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศ โดยขาดองค์ความรู้ ขาดทรัพยากรบุคคลที่รู้เท่าทัน
พวกจอมหื่นเงินตราในคราบลักษณะนักธุรกิจ โทรมชำเราประเทศที่พึ่งเปิดบริสุทธิ์เสียจนโทรม หมดสภาพ เป็นเรื่องน่าเสียดายมากหากผู้นำประเทศที่ต้องการแสวงหาแต่เงิน และผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้น หากจะบอกว่าเพื่อการพัฒนา แต่ต้องมีคำถามและคำตอบให้กับประชาชนว่า พัฒนาเพื่อใคร และใครได้ผลประโยชน์จากคำว่าพัฒนา
9.ด้านการเงินและการธนาคาร การทำธุรกรรมทางการเงิน ยังต้องพัฒนา
อีกมาก ด้านเงินตรา เงินจั๊ตของพม่าไม่ได้รับการเชื่อถือของประชาคมโลก แม้แต่ประเทศข้างเคียงยังไม่ยอมรับในการเงินของพม่าซึ่งสาเหตุน่าจะมาจาก
1.ความมั่นคง และเสถียรภาพของรัฐบาล ปัญหาความมั่นคงนี้น่าจะมีปัญหามาจากชนกลุ่มน้อย การจัดสรรอำนาจ การปกครอง และการแทรกแซงจากตะวันตก ไม่ว่าจากสาเหตุของการปกครอง หรือ การแฝงผลประโยชน์ และหรือ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ
2.ค่าของเงินจั๊ตที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดสูงกว่าตลาดรัฐมาก
3.การประกาศและยกเลิกการเงินของพม่าขาดความแน่นอนทำให้
นักธุรกิจขาดความไว้วางใจและถือเงินพม่าอยู่ในมือ แม้แต่นักธุรกิจพม่าเองก็ยังต้องเอาเงินไปไว้ในธนาคารต่างประเทศ หรือแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น
4.การแทรกแซงจากตะวันตก และองค์กรระหว่างประเทศทำให้นักธุรกิจขาดความไว้วางใจในการเงินของพม่า รวมถึงความมีเสถียรภาพในการลงทุน อาจจะยกเว้นในธุรกิจ หรือการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลแต่ละประเทศเป็นผู้สนับสนุน เช่น รัฐบาลจีน และรวมถึงไทย ในบางโครงการ
5.อื่นๆ
4.ด้านสังคม
พม่ามีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้นำพาประเทศไปได้ช้าซึ่งปัจจัย
ดังกล่าวน่าจะมาจากสังคมที่มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านชาติพันธุ์ สังคมที่ต้องต่อสู้กันเองภายในประเทศของชนเผ่าต่างๆที่ไม่ไว้วางใจกัน และสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างบุคคล กลุ่มคน และสายพันธุ์ ที่อาศัยกันอยู่ต่างภูมิภาค โดยแต่ละพื้นที่พัฒนาแตกต่าง และเกิดช่องว่างอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ดี พม่าก็ยังมีจุดแข็งที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยึดถือ และเชื่อมั่นในศาสนา โดยภาพรวมแล้วชาวพม่าให้ความสำคัญกับศาสนาอย่างมาก
แต่ก็มีข้อสงสัยอยู่เหมือนกันว่า หากประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธาในศาสนาแล้วเหตุไฉน พม่า จึงปกครองคนในประเทศด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีการกวาดล้าง เข่นฆ่ามาตลอดในหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการทารุณกรรม และการข่มขืนชนกลุ่มน้อยของทหารพม่าอย่างแพร่หลาย หรือว่าการแสดงออกของการศรัทธาในศาสนาเป็นแค่การศรัทธาภายนอก และฉากพิธีกรรมหาใช่ศรัทธาด้วยคำสอนของพระพุทธองค์ มิใช่การกล่อมเกลาที่เข้าไปในหัวจิต หัวใจของผู้ปฎิบัติ ที่แสดงออกอย่างเคร่งครัด หากเป็นเช่นนี้ตามสมมติฐานแล้ว มันก็เป็นแค่ภาพลวงตาหาได้เข้าไปในใจไม่
สภาพการเป็นอยู่ของประชาชน(ในเขตชนบท) มักสร้างบ้านเรือนอยู่รวมกลุ่ม ลักษณะหมู่บ้านอยู่รวมกันแบ่งแยกระหว่างเขตทำกิน และเขตที่อยู่อาศัย จะเห็นท้องนาเป็นผืนกว้างใหญ่ และมีหมู่บ้านห่างออกมาอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งก็คงประมาณได้ว่าเหมือนกลุ่มคนในประเทศอาเซี่ยนอื่นๆ
มีวัยรุ่น ที่แต่งกายแบบวัยรุ่นไทยในเขตเมือง แต่น้อยมาก เช่นนุ่งกางเกงยีนส์ เสื้อยืด เจาะหู อะไรทำนองนั้น สำหรับผู้หญิงวัยรุ่น หาดูได้ยากที่จะแต่งกายแบบหวาดเสียวแบบวัยรุ่นเมืองไทย เช่นขาสั้น(จู๊ดจู๋) หรือสายเดี๋ยว และไม่มีสายเลย การแสดงออกที่เกี่ยวกับความรักต่างๆ วัยรุ่นพม่ามีการแสดงออกที่ไม่น่าเกลียดเหมือนวัยรุ่นไทย แต่ก็มีเหมือนกันที่เกินเลย หากท่านเคยมีประสบการณ์หรือเรียนรู้เกี่ยวกับวัยรุ่นไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสวนสาธารณะ เช่นสวนลุมพินี หรือสวนจตุจักร แล้ว ที่พม่าก็มีเช่นกัน ไม่เห็นกลางวัน แต่กลางคืน หนุ่มสาวพม่าจะมาพลอดรักกันตามสวนสาธารณะเป็นคู่ๆบ้างเหมือนกัน มีให้เห็นทำให้เป็นสีสันพอประมาณ
ขอทานมีอยู่ทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยวและเมืองใหญ่มีจำนวนมากพอสมควร มักจะนำเด็กเล็กๆอุ้มมาขอทาน หรือไม่ก็ให้เด็กตัวเล็กๆอายุประมาณ 3-4 ขวบเดินร้องไห้ แต่งตัวมอมแมม ขอความเห็นใจขอทานจากนักท่องเที่ยว
5.ด้านการศึกษา
มหาวิทยาลัย และโรงเรียนในพม่า ตามเส้นทางที่ผ่านจะเห็นน้อยมาก น่าจะพอสัญนิฐานได้ว่าการศึกษาของพม่ายังไม่พัฒนาไปเท่าที่ควร เท่าที่สัมผัสและได้รับรู้รับทราบ คือมหาวิทยาลัยย่างกุ้งซึ่งตั้งอยู่ กลางกรุงย่างกุ้ง สภาพโดยทั่วไป รกรุงรัง คงไม่ได้ปรับปรุงมานาน มีตึกเก่าๆ แต่มีขนาดพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต น่าจะมีพื้นที่มากกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสัก 6-7 เท่า (คาดการณ์ด้วยสายตา) จากการสอบถามได้ความว่า ทุกสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยนี้มีการเรียนการสอนเป็นภาคภาษาอังกฤษทั้งหมด
การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยในพม่าเป็นเรื่องใหญ่โต และยากมาก ก็คงจะเหมือนประเทศไทยสมัยสัก 20 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมีน้อย คนไม่มีที่จะเรียน หากเป็นคนมีเงินจะไปเรียนต่อที่ อังกฤษ หรือสิงคโปร์ น้อยนักที่จะมาเรียนในประเทศไทย พวกที่มาเรียนในประเทศไทยคือกลุ่มนักเรียนที่ได้ทุนรัฐบาลไทย หรือกองทุน อื่นๆ หรือเป็นพวกชนกลุ่มน้อยตามชายแดน
รัฐบาลพม่าได้แยกสาขาวิชาทางวิศวกรรม ช่างเทคนิค และสาขาทางด้านเกษตรกรรม ไปตั้งมหาวิทยาลัยต่างหากตามปริมณฑล เหตุผลที่ได้รับการอธิบายคือไม่ต้องการให้นักศึกษามาอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน มากเกินไปเพราะจะทำให้มีการรวมกลุ่มแล้วมีพลัง ดังที่เคยประท้วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ จึงจัดการแยกไปจัดตั้งในสถานที่ใหม่ อย่างนี้บ้านเราเรียกว่าแบ่งแยกแล้วปกครองใช่ไหม?
6.ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณี
ชนชาวพม่า รวมถึงชนกลุ่มน้อย ยังยึดมั่นในศาสนาพุทธนิกายมหายาน การแต่งกายส่วนใหญ่ยังแต่งกายแบบตั้งเดิม ผู้ชายใส่โสล่ง ผู้หญิงใส่ผ้าถุงลายดอก
สถาปัตยกรรม เช่นวัดจะมีลักษณะคล้ายวัดทางเหนือของไทย แต่ไมเหมือนเสียทีเดียวยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่าง มียอดแหลมหลายชั้นประดับด้วยลาย สีที่ใช้เป็นโทนสีเหลืองทอง
แม่ชีสวมชุดสีชมพูอ่อน โกนผม ส่วนพระสงฆ์ สวมผ้าสีกรัก และมีสีเหลืองบ้าง โกนผม ไม่โกนคิ้ว ท่าทางการเดิน และบุคลิกไม่สำรวมเท่าพระไทย(มาตรฐานไทย) สามารถจับเนื้อ ต้องตัวผู้หญิงได้ สอบถามได้ความว่า ความบริสุทธิ์ อยู่ที่ใจ มิใช่กาย ดังนั้นการถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิง ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากใจบริสุทธิ์ ก็ไม่ใช่ปัญหา
ตั้งแต่เล็กจนโต ผมยังไม่เคยเห็นฤษี เคยเห็นและรับรู้จากนิยาย นิทานและรูปภาพแต่ที่พม่าฤษีมีจำนวนมาก ใส่ชุดคล้ายพระแต่มีหมวกรูปทรงแปลกๆ ได้รับการบอกกล่าวว่า ฤษีเป็นผู้ปฎิบัติธรรม อาศัยอยู่ตามเขตภูเขาและป่า
7.ด้านวิถีชีวิต คุณภาพชีวิต และ สุขอนามัย
ดูจากสภาพโดยทั่วไปของบ้านเรือนในเขตเมืองโดยทั่วไปเป็นตึกแถว อาคาร2-3ชั้น และมีตึกสูงบ้างแต่ไม่มากนัก ถนนหนทางไม่สะอาด ยังมีสิ่งของ เศษไม้เศษหินโดยทั่วไป มีขยะตกหล่นอยู่ทั่วไป ในแม่น้ำยังมีขยะพลาสติกส์ลอยฟ่อง ถนนยังเป็นนหลุมป็นบ่อ ขาดการบำรุงรักษา มีอพาตเม้นอยู่บ้างเป็นอาคารสมัยใหม่ ดูสะอาด ใช้วัสดุสมัยใหม่ในการก่อสร้าง เช่นกระจก อลูมิเนียม และโครงเหล็ก
สภาพคนในเขตเมือง คนพม่าที่เห็นส่วนใหญ่ผิวสีแทน ถึงดำ สีผิวเหมือนคนปักษ์ใต้ บุคลิกท่าทางยังไม่ทะมัดทะแมง ค่อนไปทางผอม แต่รูปร่างใกล้เคียงคนไทย มักกินหมาก ปากแดงกันมาก ทั้งหญิงและชาย
สภาพบ้านเรือนในชนบท เป็นแบบหลังคาจาก ฝาทำด้วยแฝก ก่อสร้างแบบง่ายๆ ส่วนผู้คนตัวผอม แคระแกร็น ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไว้ผมยาว
8.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันพม่าตกอยู่บนความยาก ลำบากยิ่งเพราะพม่ามีสมบัติมหาศาล โบราณกาลมาแล้วพม่ารบกันเองไม่จบสิ้นเพราะแย่งสมบัติกัน จนมาถึงเสียเอการาชให้อังกฤษเพราะอังกฤษเห็นว่าพม่ามีทรัพยากรมหาศาล ทั้งป่าไม้และอัญมณีล้ำค่า จึงหาเรื่องรบกับพม่าในสมัยพระเจ้าทีบอ (กษัตริย์องค์สุดท้าย) จนพม่าแพ้ อังกฤษเข้าครอบครองแล้วขนสมบัติมีค่า และวัตถุโบราณไปอย่างมโหราน อันทำให้คนพม่าค้างคาอยู่ในใจตลอดมา
ปัจจุบันพม่ามีแร่ธาตุ อัญมณี ปิโตรเลี่ยม แก๊ส ป่าไม้ จำนวนมาก ประกอบกับแหล่งอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ที่ยังไม่ได้พัฒนามากนัก กลุ่มทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศจ้องตาเป็นมัน รอเวลาและจังหวะเข้าไปหาประโยชน์
สำหรับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องป่าไม้ ที่พบเห็นเริ่มมีบ้างแล้วที่เห็นภูเขาหัวโล้น หรือแหว่งๆบ้าง โดยภาพรวมแล้วยังอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าอยู่ในเกณฑ์ดี
บทสรุป
พม่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก จากปัจจัยดังนี้
1.ขนาดพื้นที่ ต่อจำนวนประชากรที่พอเหมาะ มีพื้นที่657,740 ตารางกิโลเมตร ประชากร 55 ล้านคน
2.พื้นที่มีทรัพยากรมาก มีมูลค่าสูง ตลาดต้องการ
3.จุดตั้งของประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีมาก ด้านเหนือติดประเทศใหญ่ที่มีจำนวนประชากรรวมแล้วครึ่งโลก (จีน อินเดีย ปากีสถาน) ตลาดใหญ่มาก ทางใต้ติดทะเลสามารถส่งออกทางเรือ ได้อย่างดี
4.พม่ามีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ตลาดมี
ความต้องการสูง และพม่ายังมีพื้นที่การเกษตรที่สามารถขยายได้อีกมาก
5.ด้านผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และการแปรรูปอาหารทะเล
6.ด้านพลังงานโดยการสร้างเขื่อน จากการที่พม่ามีเขตภูเขาและพื้นที่ต้นน้ำมีศักยภาพการสร้างเขื่อนไฟฟ้า และปรับพื้นที่ล่างเขื่อนเป็นเขตพัฒนา
การเกษตรได้อย่างดี
7.ฯลฯ
อุปสรรค์ของพม่า
1.การเมืองการปกครองที่ยังไม่นิ่ง และมีเสถียรภาพ
2.การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ และการแบ่งปันอำนาจ
3.การแทรกแซงจากตะวันตก และประเทศใหญ่ ที่หวังผลประโยชน์ และดำเนินการทับซ้อนทางด้านนโยบาย
4.การแทรกแซงจากตะวันตก และประเทศใหญ่ ที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงทางด้านการปกครองและเรื่องสิทธิมนุษยชน
5.ทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพของบุคคลากรที่ขาดแคลน
6.เทคโนโลยีที่ล้าหลัง
7.การจัดสรรอำนาจของผู้ปกครองประเทศ และการวางโครงสร้างในการปกครอง
8.ปัญหาคอรัปชั่น
9.ปัญหาทางด้านความเชื่อมั่นทั้งทางด้านกฎหมาย การเงิน การธนาคาร
10.โครงสร้างทางสาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า ประปา
11.โครงสร้างทางสื่อสาร และระบบอิเลคทรอนิคส์
ปัจฉิมด้วยความกังวลเรื่องพม่า
ประเทศจีนสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเข้าพม่าทำให้มีมุมมองทางด้านผลกระทบดังนี้
1.พม่าจะตกอยู่ในอิทธิพลทางการเมืองของจีน เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ แน่นอนรัฐบาลจีนจะต้องวางกรอบยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการเข้าถึงพม่าทุกๆด้าน การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เข้าครอบงำ ครอบครอง พม่าภายใต้เงื่อนไข ทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างนักการเมืองและนักการทหาร
ผู้นำพม่าและคณะทหารที่ครอบครองอำนาจอยู่ในพม่า ตกอยู่ในสภาวะต้องพึ่งพิงอำนาจจากจีน เนื่องจากตะวันตกมองว่าพม่าเป็นประเทศที่ปกครองโดยเอารัดเอาเปรียบประชาชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ ของประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตย อันเป็นแบบอย่างของโลก ศิวิลัย (เป็นข้อถูกกล่าวหา และข่าวสารจากตะวันตก ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นเช่นไร อีกไม่นานคงจะถูกเปิดเผยต่อไป) ผู้นำพม่าจึงถูกผลักให้เข้าใกล้จีนและสนิทแนบแน่นกับจีนมากขึ้น ประกอบกับจีนเองต้องการทางออกทะเลฝั่งมหาสมุทรอินเดียที่ใกล้ที่สุด และไว้ใจได้มากที่สุด พม่าจึงเป็นทางเลือกและคำตอบสุดท้ายที่จีนเลือก และอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ป้องกันการปิดล้อม
อ่าวเมาะตะมะจะเป็นส้นทางขนส่งทางเรือ และกองกำลังทางเรือขนาดใหญ่ที่จีนมีนอกประเทศ ที่อ่าวเมาะตะมะ จะเป็นสถานที่ขนส่งสินค้า ขนส่งนำมัน และแก๊ส เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟเพื่อเข้าสู่ประเทศจีน
พม่าจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านใต้ของจีนที่จีนต้องสนับสนุน ปกป้อง และคุ้มกันให้ผู้มีอำนาจวันนี้ หรือวันข้างหน้าก็ตามอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง และการทหารของจีน จีนจะได้ไม่กังวลในยุทธศาสตร์ตอนใต้
2.คนจีนจะเต็มเมืองพม่า เกิดการเคลื่อนย้ายคนจีนลงทางใต้ ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พม่าจะกลายเป็นที่ระบายคนจีน และสุดท้ายปลายทางการรักษาความเป็นเผ่าพันธุ์ ประเพณีและวัฒนธรรมจะถูกผสมผสาน จนกลายเป็นพม่า-จีน (Myan-Chinese Mixing)
3.พม่าจะตกอยู่ในอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน เหตุเช่นนี้น่าจะเกิดจากการทำธุรกิจที่ นักธุรกิจจีนซึ่งมีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่สูงกว่า ประกอบกับทุนที่เหนือกว่ามาก เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า นักธุรกิจจีนที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศจะได้รับการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากรัฐบาลจีน(Subsidize)
ซึ่งจะทำให้นักธุรกิจจีนได้เปรียบนักธุรกิจท้องถิ่น และสุดท้ายการครอบครองธุรกิจในพม่าจะตกอยู่ในกำมือคนจีน ประกอบกับเมื่อคนจีนเข้ามามากเข้า การผสมผสานเผ่าพันธุ์ ซึ่งจะกลายเป็นพม่ารุ่นใหม่ ที่มีเลือดผสมจีนจะครอบครองเศรษฐกิจในพม่าอย่างเบ็ดเสร็จ(คล้ายบางประเทศด้านตะวันออกของพม่า)
4.ทรัพยากรของพม่าจะถูกรุกอย่างหนัก ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม จากสาเหตุที่ต้องการพัฒนาประเทศเพื่อลดแรงกดดันจากประชาชนภายในประเทศและแรงกดดันจากประเทศอื่นภายใต้แนวคิดโลกาภิวัฒน์ (คนพม่ารู้ได้จากโลกคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และฟรีทีวี ทีวีดาวเทียม) ทำให้ผู้ปกครองประเทศเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลดภาวการณ์กดดันต่างๆ จึงเกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งทุนอันดับแรกที่จะให้ได้เงินมา หากพม่าไม่สามารถหาวิธีการ การบริหารจัดการที่ดีพอแล้ว ทรัพยากรต่างๆจะถูกทำลายอย่างมากมาย และส่งผลกระทบกับชาวพม่าในระยะเวลาไม่นานนัก
แหล่งทรัพยากร และผลประโยชน์ทางทรัพยากร เป็นแหล่งที่หาเงินได้ง่าย เร็ว สะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาคอรัปชั่น อย่างมโหราณ เพราะแน่นอนการให้ได้มาซึ่งสัมปทาน ประทานบัตร หรือใบอนุญาตต่างๆ ต้องผ่านมือผู้มีอำนาจ และข้าราชการ หากข้าราชการไม่ดี ผู้มีอำนาจไม่ได้สนใจและรับผิดชอบต่อบ้านเมืองแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นแหล่งทำเงินให้กับพวกขี้ฉ้อ คดโกงได้เป็นอย่างดี อันเป็นที่มาของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับลิดรอนผลประโยชน์ของ ชาติและประชาชน
5.พม่าจะสูญเสียความมั่นคงของประเทศทั้งทางด้านการทหาร การเมือง การปกครอง และชนชาติ ในระยะยาว ด้วยจุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศ และแหล่งทรัพยากรที่มีค่าของพม่า จะทำให้พม่าคลอนเเคลนตลอดเวลาขึ้นอยู่กับประเทศไหนหรือกลุ่มไหนมีกำลังที่เข้มแข็งกว่า
ระยะสั้นพม่าจะตกอยู่ในดุลยอำนาจของจีน และตะวันตกจะสอดแทรกเข้ามาเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ ไม่ว่าจะในรูปแบบอะไรก็ตาม แต่ในระยะยาวอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ชิดติดกันทางด้านเหนือคงไม่สบายใจนักหากจีนเข้ามาในพม่าและแผ่อิทธิพลมากเกินไป ประกอบกับอินเดียซึ่งพัฒนาประเทศไปได้ไกลในระดับหนึ่งย่อมมองพม่าเป็นปัจจัยแห่งความมั่นคงเช่นเดียวกัน และคงสอดแทรกเข้ามามีบทบาทอันสำคัญในพม่าในระยะยาว
คงหนีไม่พ้นหากไม่กล่าวถึงกลุ่มประเทศอานานิคมเก่าอังกฤษ ที่มองพม่าทางด้านผลประโยชน์ในทางเก็บเกี่ยวที่มีสายสัมพันธ์ในการเป็นเมืองขึ้นเก่า หากคนพม่าจำประวัติศาสตร์ได้ก็คงรู้เช่นเห็นชาติกับประเทศเหล่านั้นได้ดีว่า เขาคือเพื่อน หรือเขาคือผู้มาแสวงหาผลประโยชน์ ควรทำตัวและวางตนเช่นไร?
6.ชนกลุ่มน้อยจะถูกทิ้งไม่ได้รับการพัฒนา และจะรวมตัวกันเข้าสู้กับรัฐบาลพม่าต่อไป โดยรัฐบาลพม่าจะได้รับการสนับสนุนจากจีน และเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารต่อไปอีกนาน เพราะจีนต้องการพม่าไว้ภายใต้การดูแลแบบหลวมๆ เพราะพม่าเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งของพม่าในอนาคต
7.ประเทศไทยจะยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ราบรื่นของพม่าต่อไป แฉกเช่นกัมพูชา เนื่องจากการแฝงของอำนาจตะวันตก และจีนที่ต้องการคานอำนาจซึ่งกันและกันในภูมิภาค ประเทศเล็กๆอย่างพม่าและไทย รวมถึงกัมพูชา จะถูกหลอกล่อให้ระแวง และทะเลาะกันตลอดไป “รู้ทันกันหรือไม่?”สวัสดี และจะรับใช้ทุกท่านในตอนต่อไป
ดร.ทินโน ขวัญดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น